รอดูซัวเรซ หลุยซ์ ซัวเรซ หัวหอก บาร์เซโลน่า เผยแล้วจะดีใจแบบไหน หากยิง ลิเวอร์พูล ที่ แอนฟิลด์ ได้ในเกมวันอังคารนี้ พร้อมหยอด “หงส์แดง” มีส่วนช่วยให้ตนพัฒนาหลายด้าน

   รอดูซัวเรซ หลุยซ์ ซัวเรซ กองหน้าคนเก่งของ บาร์เซโลน่า เปิดเผยว่า ตนจะไม่ฉลองด้วยท่าดีใจแบบเดิมเกมแรก หากทำประตู ลิเวอร์พูล อดีตต้นสังกัด ได้ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดสอง ที่ บาร์ซ่า มีคิวบุกไปเยือน “หงส์แดง” ที่สังเวียนแข้ง แอนฟิลด์ วันอังคารที่ 7 พฤษภาคมนี้

    เกมแรกเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน บาร์เซโลน่า เปิดรัง คัมป์ นู อัด ลิเวอร์พูล อย่างสวยงามด้วยสกอร์ 3-0 โดยที่ ซัวเรซ เป็นคนทำประตูขึ้นนำ 1-0 ให้ บาร์ซ่า ซึ่งเจ้าตัวก็แสดงอาการสะใจแบบสุดขีดหลังยิงได้ ด้วยการวิ่งไปสไลด์เข่าตรงเสามุมสนาม ซึ่งนั่นได้สร้างความไม่พอใจให้กับสาวก “เดอะ ค็อป” บางส่วน ทว่าล่าสุด หัวหอกทีมชาติอุรุกวัย วัย 32 ปี ระบุว่า ท่าดีใจจะไม่เหมือนเดิมหากทำประตูได้ในเกมวันอังคารนี้  

รอดู!ซัวเรซเผยแล้วเฮแบบไหนหากยิงที่แอนฟิลด์

    “ผู้คนที่รักในกีฬาชนิดนี้ต่างรู้ดีถึงความสำคัญของประตูที่ทำได้ในเกมรอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ผมเคารพแฟนบอล ลิเวอร์พูล อยู่แล้ว ผมรู้สึกขอบคุณพวกเขา ถ้าผมทำประตู ลิเวอร์พูล ที่นี่ได้ ผมจะไม่ฉลองด้วยท่าดีใจแบบเดิมแน่นอน”

    “สมัยอยู่กับ ลิเวอร์พูล พวกเขาได้ช่วยอะไรผมหลายอย่าง มันทำให้ผมมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น, ทำให้ผมมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น, ทำให้ผมเป็นนักเตะที่เก่งขึ้น การได้เป็นกัปตันทีม ลิเวอร์พูล ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ผมภาคภูมิใจมากที่สุด ผมจะไม่มีวันลืมแน่นอน” ซัวเรซ ที่เคยค้าแข้งกับ ลิเวอร์พูล ช่วงเดือนมกราคม ปี 2011 ถึงช่วงซัมเมอร์ปี 2014 กล่าว

รอดู!ซัวเรซเผยแล้วเฮแบบไหนหากยิงที่แอนฟิลด์

UFABET369

ข่าวอื่นๆอีกมากมาย

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ‘หลุยส์ ซัวเรซ’ คือหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลก แต่สิ่งที่แฟนฟุตบอลจดจำเขาได้นอกจากเรื่องฝีเท้านั่นคือพฤติกรรมต่างๆที่เขาทำ “ในสนาม” ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเกมการแข่งขัน

ในปี 2010 เขากัดเข้าที่บริเวณคอของอ็อตมัน บัคคาล ดาวเตะของพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นในเวลานั้น ตามมาด้วย 4 ปีต่อมา เขาทำมันอีกหนในศึกพรีเมียร์ลีก กับ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กองหลังเชลซี และอีกครั้งในศึกฟุตบอลโลก ที่ประเทศบราซิล และคู่กรณีของเขาคือ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติอิตาลี

ไหนจะมีช็อตแฮนด์บอลในเกมฟุตบอลโลก 2010 กับกาน่า และคดีวิวาทกับปาทริซ เอวร่า อดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเวลานั้น ด้วยข้อหา “เหยียดผิว”

ทุกปัญหาเกิดเพราะเหตุ และแม้กระแสสังคมจะโจมตีซัวเรซว่าเป็นนักเตะที่มีปัญหาทางจิต หรือเป็นจอมเหยียดผิวก็ตาม แต่ถ้าให้เลือกได้เขาก็ไม่อยากจะให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น

แล้วใคร? ที่จะช่วย ซัวเรซ ได้บ้าง ในมุมหนึ่งที่เขาต้องเจอกับเรื่องราวเหล่านี้ โดนคำด่าทอไม่หยุดหย่อน และคนครึ่งโลกมองเขาผิดปกติไม่เหมือนคนอื่น ต้องมีสักคนที่จะยืนเคียงข้างเขา นอกจากเพื่อนร่วมทีม นอกจากโค้ช

และในเมื่อซัวเรซไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ที่มากพอ เนื่องจากทั้งคู่แยกทางกัน เขาจึงเหมือนกับอยู่ตัวคนเดียวในโลก

แต่โชคยังดีที่เขามีผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตอย่าง “โซเฟีย บัลบี” ที่คอยประคองชีวิตของเขานับตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงวันนี้ที่ หลุยส์ ซัวเรซ ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ในอาชีพนักฟุตบอล

วันนั้นเป็นวันฝนพรำ ใจกลางกรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย เด็กหนุ่มวัย 15 ปีที่ชื่อ หลุยส์ ซัวเรซ ยืนรอหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในร้านเกมของห้างสรรพสินค้าดัง นี่คือการออกเดตกันครั้งแรกของเขาและเธอ

โซฟี บัลบี เดินทางมาถึงที่นัดหมาย เพียงแต่ไม่รู้ว่า ชายหนุ่มที่นัดเธอเอาไว้รออยู่ที่ใด ในเวลานั้น ทั้งคู่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ และฝนที่ตั้งเค้ามานานก็ถล่มลงมาด้านนอก เธอจึงวิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์อย่างทุลักทุเล เพื่อใช้โทรศัพท์หยอดตู้เพื่อติดต่อที่บ้านของเขา พี่สาวของเขารับสาย ก่อนจะตอบเธอว่า “เขาไม่อยู่ สงสัยออกไปหาสาวข้างนอก”

สาวเจ้างงอยู่พักหนึ่ง ใจก็แอบเคืองหนุ่มน้อยที่แอบไปหา “สาว” ที่ไหนก็ไม่รู้ อาจไม่ใช่เธอก็ได้ แถมเธอยังต้องมายืนรอผู้ชายท่ามกลางฝนที่ตกหนักอีก

หลังจากยืนตากฝนอยู่นาน โซฟี ตัดสินใจเดินเข้ามาในห้าง ร่างเปียกโชก เธอเพียงแต่ต้องการหาที่หลบฝน ทันใดนั้น ชายหนุ่มที่เธอนัดเอาไว้ก็เดินเข้าไปทักเธออย่างใสซื่อ ถามเธอว่า ไปไหนมา และทำไมถึงเปียก

น่าเสียดายที่ครั้งนั้นไม่ใช่เดตด้วยซ้ำ เมื่อครอบครัวของเธอ มาตามเธอถึงที่ห้าง และดึงเธอกลับบ้านไปพอดี แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลุยส์ และ โซฟี เริ่มสานสายใยความผูกพัน เขาและเธอติดต่อพูดคุยกันตลอดหลังจากนั้น

ในวัย 15 ปี หลุยส์ ซัวเรซ ยังเป็นนักฟุตบอลเยาวชนคนหนึ่งของทีมนาซิอองนาล แทบทุกวันเขาจะเดินทางจากใจกลางกรุงมอนเตวิเดโอ ไปยังโซลิมาร์ เขตชานเมือง ซึ่งบ้านของโซฟีที่อยู่ที่นั่น ห่างจากสนามซ้อมฟุตบอลของซัวเรซ 40 กิโลเมตร

ซัวเรซ อยู่ในความดูแลของวิลสัน ปิเรส หนึ่งในผู้อำนวยการสโมสรนาซิอองนาล เขารู้เรื่องราวทั้งหมดของซัวเรซ และ โซฟี และทุกครั้งเขาจะให้เงินซัวเรซ 1 ปอนด์ เป็นค่าเดินทางไปกลับ

ชีวิตของซัวเรซ มีแต่สนามซ้อม และบ้านของโซฟี ที่มีคุณแม่ของฝ่ายหญิงคอยดูแลซัวเรซเหมือนลูกชายคนหนึ่ง ความอบอุ่นที่เขาได้ ทำให้เขาหลีกเลี่ยงชีวิตเสเพล เที่ยวเตร่กลางคืน ที่เพื่อนร่วมทีมของเขามักชักชวนไปหลังการฝึกซ้อม แต่เนื่องจากเขาต้องอยู่กับโซฟีแทบทุกวัน เขาจึงไม่สามารถไปกับเพื่อนได้